Undergraduate
ชีววิทยา

บทความสรุปทฤษฎีพหุปัญญาฉบับขยายความ

1

177

0

𝐌𝐢𝐧𝐠𝐡𝐯𝐢𝐛𝐞🧁🎀

𝐌𝐢𝐧𝐠𝐡𝐯𝐢𝐛𝐞🧁🎀

บทความสรุปทฤษฎีพหุปัญญาฉบับขยายความ
จัดทำและเรียบเรียงโดย: 「𝘑𝘪𝘳𝘢𝘯𝘢𝘯 𝘙.(𝘮𝘪𝘯𝘨_𝘷𝘪𝘣𝘦)」
(สงวนสิทธิ์สำหรับการแบ่งปันเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาในกลุ่มเรียนเท่านั้น)

PromotionBanner

コメント

コメントはまだありません。

ノートテキスト

ページ1:

ทฤษฎีพหุปัญญา
(Theory of Multiple Intelligences)
บทนําและประวัติความเป็นมาของทฤษฎี
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 วงการจิตวิทยาและศึกษาศาสตร์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดการวัดสติปัญญาแบบดั้งเดิม
(ดัชนี IQ หรือ Intelligence Quotient) ซึ่งพัฒนาโดย อัลเฟรด บิเนต์ (Alfred Binet) แนวคิดนี้เชื่อว่าสติปัญญาของ
มนุษย์เป็นสิ่งที่มีลักษณะเด่นเพียงมิติเดียว (General Intelligence หรือ g-factor) สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลข
เดี่ยวๆ ได้ และมักเน้นหนักไปที่ทักษะทางคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และภาษาศาสตร์เป็นหลัก คนที่ทำคะแนนสอบเหล่านี้ได้
สูงจะถูกตีตราว่าเป็นคน "ฉลาด" ส่วนคนที่ไม่ถนัดจะถูกมองว่า "ขาดสติปัญญา"
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1983 ดร. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Dr. Howard Gardner) นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์จาก
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สั่นสะเทือนวงการด้วยการตีพิมพ์หนังสือชื่อ "Frames of Mind: The Theory of Multiple
Intelligences"
“ทำไมคนที่เล่นเปียโนได้อย่างอัจฉริยะ นักกีฬาที่เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมหัศจรรย์ หรือผู้นำที่เข้าใจความรู้สึกของ
คนอื่นอย่างลึกซึ้ง ถึงไม่ถูกนับว่าเป็นคนฉลาดในระบบโรงเรียนแบบดั้งเดิม?”
การ์ดเนอร์ให้นิยามใหม่ของ "สติปัญญา" ว่า ไม่ใช่สิ่งตายตัวที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เป็น "ความ
สามารถในการแก้ปัญหา หรือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าในบริบททางวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง"
จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางประสาทวิทยา (ผู้ป่วยที่สมองกระทบกระเทือน) จิตวิทยาพัฒนาการ และมานุษยวิทยา การ์ด
เนอร์จึงได้เสนอ "ทฤษฎีพหุปัญญา" ซึ่งในระยะแรกเริ่มเสนอไว้ 7 ด้าน และต่อมาได้เพิ่มขึ้นเป็น 8 ด้านหลัก รวมถึงด้านที่ 9
ที่ยังอยู่ในขั้นพิจารณาทางปรัชญา
เกณฑ์ที่การ์ดเนอร์ใช้จำแนก "ปัญญา"
ก่อนที่จะประกาศว่าทักษะใดทักษะหนึ่งนับเป็น "สติปัญญา (Intelligence)" ไม่ใช่แค่ "ความสามารถหรือพรสวรรค์
(Talent/Skill)" การ์ดเนอร์ได้ตั้งเกณฑ์วิทยาศาสตร์รองรับไว้ 8 ประการ ดังนี้:
1. หลักฐานจากการบาดเจ็บของสมอง (Isolation by Brain Damage): หากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทำลายแล้ว
ปัญญาด้านนั้นสูญเสียไป โดยที่ปัญญาด้านอื่นยังทำงานได้ปกติ แสดงว่าปัญญาด้านนั้นมีระบบการทำงานที่เป็นเอกเทศ
2. การมีบุคคลอัจฉริยะเฉพาะด้าน (Idiot Savants and Prodigies): การพบผู้ป่วยออทิสติกหรือบุคคลที่บกพร่อง
ทางสติปัญญาบางประการ แต่กลับมีความสามารถขั้นเทพในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น วาดภาพเหมือนจริงหรือจำโน้ตดนตรี
ได้แม่นยำ
3. กลไกการประมวลผลข้อมูลหลัก (An Identifiable Core Operation): มีระบบการตอบสนองหรือกลไกเฉพาะใน
การจัดการข้อมูล เช่น ปัญญาด้านดนตรีจะไวต่อระดับเสียงและจังหวะ
4. ประวัติศาสตร์พัฒนาการที่ชัดเจน (A Distinct Developmental History): มีจุดเริ่มต้น พัฒนาการที่ไต่ระดับจน
ถึงจุดสูงสุด และมีช่วงเวลาที่เรียนรู้ได้ดีที่สุด (Critical Period)
5. วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (Evolutionary History and Evolutionary Plausibility): ปัญญาด้านนั้น
ต้องมีประโยชน์ต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติมาตั้งแต่ยุคโบราณ
1

ページ2:

6. หลักฐานจากจิตวิทยาเชิงทดลอง (Support from Experimental Psychological Tasks): มีผลการทดลองที่
พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์แยกแยะและทำกิจกรรมในด้านนั้นๆ ออกจากกิจกรรมอื่น
7. หลักฐานจากการทดสอบทางจิตวิทยา (Support from Psychometric Findings): ผลการทดสอบแสดงค่า
ความเกี่ยวเนื่องกันเองภายในด้านนั้นๆ แต่ไม่เกี่ยวข้องกันข้ามด้าน
8. การเข้ารหัสด้วยระบบสัญลักษณ์ (Susceptibility to Encoding in a Symbol System): มีภาษาหรือระบบ
สัญลักษณ์เฉพาะที่สื่อสารกันเข้าใจ เช่น ตัวโน้ตดนตรี ตัวเลข ภาษาเขียน หรือท่าทางประกอบ
รายละเอียดเชิงลึกของพหุปัญญาแต่ละด้าน (The Dimensions of Multiple
Intelligences)
จากการใช้เกณฑ์การคัดกรองทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 8 ประการ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ได้จำแนกสติปัญญาของมนุษย์ออกเป็น
มิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทั้งการพูด การเขียน การอ่าน และการฟัง บุคคลที่มีปัญญาด้านนี้สูงจะมี
ความไว (Sensitivity) ต่อความหมายของคำ โครงสร้างไวยากรณ์ จังหวะจะโคนของภาษา และสามารถใช้พลังของ
ภาษาในการโน้มน้าวใจ ให้ความรู้ หรือสร้างความบันเทิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ลักษณะพฤติกรรมเด่น: ชอบอ่านหนังสือ เขียนอนุทินหรือเรื่องสั้น เล่าเรื่องราวหรือเรื่องตลกได้น่าสนใจ จำคำ
ศัพท์แปลกใหม่ได้ดี และเรียนรู้ภาษาที่สองหรือสามได้รวดเร็ว
• กลุ่มอาชีพที่เหมาะสม: นักเขียน, กวี, ทนายความ, นักการเมือง, นักข่าว, นักแปลภาษา, ครูสอนภาษา
2. ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล การรับรู้เชิงปริมาณ การมองเห็นรูปแบบความสัมพันธ์ (Patterns) และการแก้
ปัญหาที่มีความซับซ้อนตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการคิดแบบนามธรรม (Abstract Thinking) เป็น
ปัญญาด้านที่ระบบการศึกษายุคดั้งเดิมให้คุณค่าสูงที่สุด
• ลักษณะพฤติกรรมเด่น: ชอบการคำนวณตัวเลข เล่นเกมลับสมองและวางแผน (เช่น หมากรุก, ซูโดกุ) สนใจ
วิทยาการและเทคโนโลยี ชอบตั้งสมมติฐานและทดลองเพื่อหาคำตอบ
• กลุ่มอาชีพที่เหมาะสม: นักคณิตศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, นักเขียนโปรแกรม (Programmer), นัก
บัญชี, นักวิเคราะห์ข้อมูล
2
News