ノートテキスト
ページ1:
ความผิดปกติทางจิต (Mental / Psychological Disorders) หมายถึง ภาวะที่มีความบกพร่องหรือความผิดปกติเกิดขึ้นในกระบวนการทำงานของจิตใจ ซึ่งครอบคลุม 3 ด้านหลัก: ความคิด : มีความคิดบิดเบือนจากความเป็นจริง คิดวนเวียน หรือมีความคิดที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างรุนแรง รวดเร็ว หรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ อารมณ : พฤติกรรม :แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความผิดปกติเหล่านี้มักก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานใจ (Distress) และทำให้ความสามารถในการปรับตัวหรือการดำเนินชีวิตลดลงอย่างชัดเจน 1. เกณฑ์การประเมินและวินิจฉัย : สำรวจว่าแนวคิดทางจิตวิทยาใช้เกณฑ์อะไรในการแยกแยะระหว่าง "ความเครียดทั่วไป" กับ "ความผิดปกติทางจิต" (เช่น หลักเกณฑ์ 4 Ds) 2. สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น : ทำความเข้าใจโมเดลชีว-จิต-สังคม (Biopsychosocial Model) ที่อธิบายว่าสภาพแวดล้อม และจิตใจส่งผลต่อกันอย่างไร 3. กลุ่มโรคที่พบบ่อย : เจาะลึกประเภทของความผิดปกติทางจิตที่คุ้นเคย เช่น กลุ่มโรควิตกกังวล กลุ่มโรคอารมณ์ ปรวนแปร (ซึมเศร้า/ไบโพลาร์) 2. ปัจจัยทางจิตวิทยา (Psychological Factors) ( บาดแผลทางใจในอดีต (Trauma) : ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ รูปแบบความคิด : การมีมุมมองต่อตนเองและโลกในแง่ลบอย่างเรื้อรัง หรือขาดทักษะในการ จัดการความเครียด (Coping Skills) 3. ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Factors) สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู : ความขัดแย้งในครอบครัว การขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ แรงกดดันภายนอก : ปัญหาทางการเงิน การตกงาน การเมือง หรือการถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)
ページ2:
ความผิดปกติทางจิตมีหลายประเภทที่พบบ่อยและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของ ผู้คนจํานวนมาก การทําความเข้าใจโรคเหล่านี้ช่วยให้เราสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง ได้เร็วขึ้น โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะอาการหลัก โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นความผิดปกติทางจิตใจที่รุนแรงและซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อวิธีคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้ป่วย ลักษณะสำคัญคือการสูญเสียความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริงตามปกติ (Psychosis) เช่น การยินเสียงแว่ว หรือมีความคิดหลงผิด ปัจจุบันทางการแพทย์พบว่า โรคนี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจ หรือการเลี้ยงดูที่ ผิดพลาด แต่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสารเคมีและโครงสร้างในสมอง ร่วมกับปัจจัย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ผู้ป่วยจำนวน ทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม มากสามารถควบคุมอาการและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างคุ้มค่า จุดเริ่มต้น 1. ลักษณะอาการและสัญญาณเตือน : สำรวจความแตกต่างระหว่างอาการบวก (เช่น หูแว่ว ภาพหลอน) อาการลบ (เช่น การ ถดถอยทางอารมณ์) และสัญญาณเตือนในระยะแรก 2. กลไกในสมองและสาเหตุ : ทำความเข้าใจการทำงานของสารสื่อประสาท (โดยเฉพาะโดปามีน) โครงสร้างสมอง และ ปัจจัยทางพันธุกรรม 3. แนวทางการรักษาและการดูแล : เรียนรู้เรื่องการใช้ยาจิตเวช การปรับพฤติกรรมบำบัด และบทบาทสำคัญของคนรอบข้าง ในการช่วยเห ผู้บ่วย
ページ3:
โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบได้บ่อยครับ ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก "เศร้า" หรือ "ท้อแท้" ชั่วคราว แต่เป็นภาวะเจ็บ ป่วยทางจิตเวชที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง (เช่น เซโรโทนิน และนอร์เอพิเนฟริน) โรคนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และสุขภาพกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหมดพลัง หมดความสนใจในสิ่ง รอบตัว และดำเนินชีวิตประจำวันลำบากขึ้น แต่เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายหรือดีขึ้นได้ จุดเริ่มต้น 1. ลักษณะอาการและสัญญาณเตือน : สำรวจอาการทางอารมณ์ ความคิด และร่างกาย (เช่น การนอน การกิน) เพื่อการสังเกตและประเมินเบื้องต้น 2. สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น : ทำความเข้าใจการทำงานของสารเคมีในสมอง พันธุกรรม และเหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิตที่ส่งผลต่ออารมณ์ 3. แนวทางการรักษาและการฟื้นฟู : เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาจิตเวช จิตบำบัด (CBT) และวิธีดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน โรดบุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorders) หมายถึง รูปแบบของพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ และการตอบสนองต่อผู้อื่นที่ยืดหยุ่นได้ยาก (Rigid) และเบี่ยงเบนไป จากความคาดหวังของสังคมอย่างชัดเจนครับ ลักษณะสำคัญคือ รูปแบบเหล่านี้มักเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน และส่ง ผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ การทำงาน หรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น โดยผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความผิดปกติ แต่จะรู้สึกว่าผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมต่างหากที่เป็นปัญหา ทางการแพทย์ได้จัดกลุ่มโรคบุคลิกภาพผิดปกติออกเป็น 3 กลุ่มหลัก (Clusters) ตามลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน: 1. Group A: กลุ่มที่มีพฤติกรรมแปลกหรือค่อนข้างสันโดษ (Odd / Eccentric) เช่น Paranoid (ระแวงสงสัยผู้อื่นตลอดเวลา), Schizoid (แยกตัว ไม่สนใจความสัมพันธ์กับใคร) 2. Group B: กลุ่มที่มีอารมณ์รุนแรง แปรปรวน หรือเรียกร้องความสนใจ (Dramatic / Emotional/Erratic) เช่น Antisocial (ไร้ความเห็นอกเห็นใจ ละเมิดสิทธิผู้อื่น), Borderline (อารมณ์และสัมพันธภาพไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กลัว การถูกทิ้ง), Narcissistic (หลงตัวเอง ต้องการคำชมเชยอย่างมาก) 3. Group C: กลุ่มที่มีความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวสูง (Anxious / Fearful) : เช่น Avoidant (กลัวการถูกปฏิเสธจนไม่กล้าเข้าสังคม), Obsessive-Compulsive Personality Disorder (เจ้าระเบียบ สมบูรณ์แบบนิยมจนยืดหยุ่นไม่ได้ - คนละโรดรวมกับ OCD)
ページ4:
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders) เป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยมากครับ เกิดจากการที่ระบบเตือนภัยในสมองและร่างกายทำงานมากเกินไปจนควบคุม ได้ยาก ความกังวลในระดับปกติช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหา แต่เมื่อเป็น "โรควิตกกังวล" ความรู้สึกกลัวและกังวลนั้น จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เรื้อรัง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก จุดเริ่มต้น 1. ประเภทของโรควิตกกังวล : ทำความรู้จักรูปแบบต่างๆ เช่น โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD), โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือโรคกลัวสังคม (Social Anxiety) 2. อาการและสัญญาณเตือน : สำรวจอาการทางกาย (หัวใจเต้นเร็ว, หายใจไม่อิ่ม) และอาการทางจิตใจที่บอกว่าความเครียดเริ่มกลายเป็นโรค 3. แนวทางการดูแลและการรักษา X : เรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลาย (เช่น การฝึกหายใจ) ความคิดและพฤติกรรมบำบัด (CBT) รวมถึงบทบาทของการใช้ยา โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder หรือ OCD) เป็นความผิดปกติในกลุ่มโรควิตกกังวลครับ เกิดจากการทำงานที่ไวเกินไปของวงจะประสาทในสมองที่ตอบสนองต่อ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความผิดพลาด ลักษณะสำคัญของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกัน: อาการย้ำคิด (Obsessions) ( : มีความคิด ภาพ หรือความปรารถนาที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาในหัวซ้ำๆ โดยไม่ตั้งใจ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือ ความเครียดอย่างมาก (เช่น กลัวเชื้อโรคอย่างรุนแรง กลัวว่าตนเองจะไม่ได้ล็อกประตู) อาการย้ำทำ (Compulsions) E : พฤติกรรมหรือการกระทำทางจิตใจที่รู้สึก "ต้องทำ" เพื่อลดความวิตกกังวลที่เกิดจากอาการย้ำคิด (เช่น ล้างมือซ้ำๆ เป็น สิบๆ ครั้ง เช็กกลอนประตูหลายๆ รอบ) 1. รูปแบบอาการที่พบบ่อย : สำรวจกลุ่มอาการยอดฮิต เช่น สายสะอาด (Cleaner), สายตรวจสอบ (Checker), หรือสายความเป็นระเบียบ (Symmetry) 2. กลไกการเกิดโรคและวงจร OCD : ทำความเข้าใจว่า "ความคิดย้ำคิด" และ "พฤติกรรมทำ" ดักติดผู้ป่วยไว้ในวงจรความเครียดได้อย่างไร 3. แนวทางการรักษา (CBT & ERP) X : เรียนรู้เกี่ยวกับจิตบำบัดวิธี ERP (Exposure and Response Prevention) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการรับมือกับโรคนี้
ページ5:
: ความผิดปกติที่มีสาเหตุมาจากจิตใจ (Psychogenic | Somatoform | Trauma-related Disorders) หมายถึง ภาวะที่กระบวนการทางจิตใจ เช่น ความเครียด บาดแผลทางใจ (Trauma) ความวิตกกังวล หรือความขัดแย้งภายในจิตใจ ส่งผลกระทบออกมาเป็นอาการทางจิต หรือแสดงออกมาเป็นอาการทางร่างกายโดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางกายภาพครับ เมื่อจิตใจแบกรับความทุกข์หรือแรงกดดันมากเกินไป สมองและระบบประสาทจะแปลงความรู้สึกเหล่านั้นออกเป็นอาการต่างๆ เพื่อ เป็นกลไกการปกป้องตนเองหรือแสดงออกถึงความเจ็บปวด 1. กลุ่มโรคอาการทางกายที่มีสาเหตุจากจิตใจ (Somatic Symptom Disorders) : เรียนรู้ภาวะที่ความเครียดหรือความวิตกกังวลแสดงออกมาเป็นอาการป่วยทางร่างกายจริงๆ เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง แน่นหน้าอก หรือแน่นท้อง โดยตรวจไม่พบโรคทางกาย 2. กลุ่มโรคที่เกิดจากบาดแผลทางใจ (Trauma & Stressor-Related Disorders) : สำรวจภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) และโรคปรับตัวไม่ได้ (Adjustment Disorder) ที่เกิดหลังจากผ่าน เหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง 3. กลุ่มโรคบุคลิกภาพและความคิดที่แยกห่างจากความจริง (Dissociative Disorders) : ทำความเข้าใจภาวะความจำสูญหายจากจิตใจ (Dissociative Amnesia) หรือภาวะการถอดจิต/การรับรู้ตนเองเปลี่ยนไป เพื่อหลบ หนีความเจ็บปวดทางอารมณ์ การรักษาความผิดปกติอันเนื่องมาจากภยันตรายและความเครียด (เช่น โรค PTSD หรือโรคปรับตัวไม่ได้) มุ่งเน้นไปที่การช่วยให้สมองและระบบประสาทกลับมารู้สึก "ปลอดภัย" และสามารถประมวลผลความทรงจำอันเลวร้ายนั้นใหม่ได้ครับ สถ การรักษามักใช้หลายวิธีร่วมกันดังนี้: จิตบำบัดเน้นบาดแผลทางใจ (Trauma-Focused CBT) : ช่วยปรับเปลี่ยนความคิดในแง่ลบหรือความรู้สึกโทษตัวเองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การบำบัดด้วย EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) : การใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัสสองข้าง (เช่น การมองตามการเคลื่อนไหวของนิ้ว) ขณะนึกถึงบาดแผลทางใจ เพื่อ ช่วยให้สมองจัดเก็บความทรงจำนั้นใหม่โดยไม่ส่งผลกระทบทางอารมณ์รุนแรง การทําบัดด้วยการเผชิญหน้า (Exposure Therapy) : การค่อยๆ ให้ผู้ป่วยรับรู้หรือเผชิญหน้ากับความทรงจำและสิ่งกระตุ้นในบรรยากาศที่ปลอดภัย เพื่อลดปฏิกิริยาตื่น กลัวของรางกาย การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) : การใช้ยาในกลุ่มต้านเศร้า (เช่น SSRIs) เพื่อช่วยปรับสารสื่อประสาท ลดอาการตื่นตระหนก ฝันร้าย หรือความวิตก กังวลสูง
ページ6:
การแยกแยะระหว่าง บุคลิกภาพปกติ (Normal Personality) และ บุคลิกภาพอปกติ (Abnormal Personality) ไม่ได้ใช้เพียงแค่ "ความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่" แต่พิจารณาจากระดับความยืดหยุ่นและการปรับตัวในการ ดำเนินชีวิต บุคลิกภาพปกติ : มีความยืดหยุ่น ยอมรับข้อบกพร่องของตนเองได้ สามารถจัดการความเครียด สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และ ดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขตามสมควร บุคลิกภาพอปกติ ! : มีรูปแบบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่ไม่ยืดหยุ่น เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานของสังคมอย่างมาก ก่อ ให้เกิดความทุกข์ทรมานใจ 1. เกณฑ์การวินิจฉัย 4 Ds และส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างรุนแรง : สำรวจหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาที่ใช้เปรียบเทียบ ได้แก่ ความเบี่ยงเบน (Deviance), ความทุกข์ทรมาน (Distress), ความบกพร่องในการฟังก์ชั่น (Dysfunction) และอันตราย (Danger) 2. กลไกการปรับตัวทางจิต : เรียนรู้ความแตกต่างในการรับมือกับปัญหาและความเครียด ระหว่างคนที่มีบุคลิกภาพปกติกับบุคลิกภาพอปกติ 3. ปัจจัยในการหล่อหลอม ทำความเข้าใจบทบาทของพันธุกรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก และประสบการณ์ชีวิตที่ส่งผลให้เกิดบุคลิกภาพแบบ ต่างๆ โครงสร้างจิตใจตามแนวคิดจิตวิเคราะห์ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เปรียบเหมือนการทำงานร่วมกันของ 3 องค์ประกอบหลักที่มักจะเกิดความขัดแย้งกันอยู่เสมอ อิด (Id): สัญชาตญาณความต้องการดั้งเดิม ทำงานตามความพึงพอใจทันที (Pleasure Principle) เช่น ความ อยาก ความก้าวร้าว " อีโก้ (Ego): ตัวกลางที่อยู่กับความเป็นจริง (Reality Principle) คอยบริหารจัดการความต้องการของ Id ให้ แสดงออกในทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในโลกจริง ซุปเปอร์อีโก (Superego): มโนธรรม ศีลธรรม และอุดมคติที่เรียนรู้มาจากพ่อแม่และสังคม (Morality Principle) คอยตัดสินว่าอะไรดี-เลว ถูก-ผิด เมื่อ Id ต้องการทำตามใจ แต่ Superego คอยกดดันด้วยศีลธรรม Ego จึงต้องทำงานหนักเพื่อประนีประนอม หาก Ego รับมือไม่ไหว จะเกิดเป็นความวิตกกังวล และนำไปสู่การใช้ กลไกการทางจิต (Defense Mechanisms) เพื่อลด ความเครียดครับ เรามาลองสำรวจความขัดแย้งนี้ต่อด้วยกัน 1. กลไกการทางจิต (Defense Mechanisms) : ดูตัวอย่างพฤติกรรมเมื่อ Ego พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ (เช่น การเก็บกด, การอ้างเหตุผล, หรือการระบายอารมณ์ใส่สิ่งอื่น) 2. ตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตจริง Superego ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น : วิเคราะห์สถานการณ์สมมติเพื่อมองเห็นภาพการปะทะกันของ Id, Ego และ 3. ผลกระทบเมื่อโครงสร้างไม่สมดุล : ทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า (เช่น Superego เข็มงวดเกินไป หรือ Id เด่นเกินไป)
おすすめノート
このノートに関連する質問
Undergraduate
แผนการเรียน
สอบถามคนที่เรียนจิตวิทยาจะไปต่อจิตวิทยาคลินิคยังไงหรอคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยาจบไปตรงตามสายที่เราเรียนไหมคะเช่นเรียนจิตวิทยาคลินิคเเต่จบไปเป็นครูอ่ะคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยา เรียนอะไรบ้างคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
กำลังจะขึ้นม.4 เตรียมตัวเข้ามหาลัยยังไงดีคะ อยากเข้าจิตวิทยาจุฬาค่า พี่ๆมารีวิวให้หน่อยได้มั้ยคะว่าเตรียมตัวยังไงกันบ้าง🙏🙏 คณะอื่นก็ได้ค่ะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยาเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างคะ แล้วยากมั้ย
Undergraduate
แผนการเรียน
มีใครเรียน จิตวิทยาไหมค่ะ อยากคุยเป็นการส่วนตัว ม.นเรศวร ยิ่งดีเลย
Undergraduate
แผนการเรียน
จะเข้าจิตวิทยา อยากได้คำแนะนำค่ะ ว่าเรียนเป็นอย่างไงบ้าง
Undergraduate
แผนการเรียน
จะสอบเข้าจิตวิทยาตอนมหาลัยอ่าค่ะ อยากถามพี่ๆหรือคนที่เรียนสายนี้หรือคนที่รู้ ว่าฟิกวิชาไหนอ่าคะ ต้องเก่งอะไร
Undergraduate
แผนการเรียน
อยากเข้าจิตวิทยาคลินิก ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ ม6 แล้วอีก2-3เดือน 😣
Undergraduate
แผนการเรียน
แนวข้อสอบพยาบาลกองทัพจะออกเป็นแนวไหนหรอคะ? พอดีที่หามาส่วนมากบอกจะเป็นแนวจิตวิทยา อยากทราบละเอียดมากกว่านั้นค่ะ
News

コメント
コメントはまだありません。