Undergraduate
แผนการเรียน
สรุปปังๆพัฒนาการมนุษย์และทฤษฎีพัฒนาการต่างๆ🌷✨
4
146
0
PSY1002บทที่3พัฒนาการมนุษย์
ノートテキスト
ページ1:
สาระสำคัญพัฒนาการมนุษย์ 1. พัฒนาการของมนุษย์ (Human Development) เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ จนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง 4 ด้านหลัก คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 2. วิธีการศึกษาวิจัยพัฒนาการมนุษย์ มี 2 รูปแบบหลัก คือ การศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Design): ศึกษาคนหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน การศึกษาวิจัยแบบระยะยาว (Longitudinal Design): ศึกษาคนกลุ่มเดิมติดตามไปเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการมนุษย์ ได้แก่ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม วุฒิภาวะ และการเรียนรู้ 4. ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการมนุษย์ ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศ ของ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ของ อิริคสัน (Erik Erikson) ทฤษฎีพัฒนาการทางการรู้คิด ของ เพียเจต์ (Jean Piaget) ทฤษฎีสังคมวัฒนธรรม ของ ไวกอดสกี้ (Lev Vygotsky) ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ของ ลอว์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) 5. มนุษย์แต่ละวัย มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่แตกต่างกันไปตามบริบทของช่วงวัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการมนุษย์มี 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ พันธุกรรม (Genetics) พันธุกรรมเป็นคุณลักษณะที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่ รุ่น โดยผ่านทางยีน (Gene) ซึ่งยืนจะอยู่บน โครโมโซม (Chromosome) ที่มีทั้งหมด 23 คู่ หรือ 48 แท่ง โดยได้รับมาจากพ่อและแม่ หมวดละครึ่งหนึ่ง ลักษณะทางพันธุกรรมแบ่ง ออกเป็น: พิโนไทป์ (Phenotype): หมายถึง คุณลักษณะที่ทารกได้รับมาจากบรรพบุรุษแล้ว ปรากฏให้เห็นภายนอก เช่น สีผม สีผิว สีตา หรือความสูง จีโนไทป์ (Genotype): หมายถึง ลักษณะ ทางพันธุกรรมที่อยู่ภายใน แฝงอยู่ซ่อนอยู่ และไม่ปรากฏโครงสร้างให้เห็นภายนอก แต่ สามารถถ่ายทอดสืบต่อไปยังลูกหลานในรุ่น •โครโมโซมมนุษย: มี 23 คู่ (46 แท่ง) โดยคู่ที่ 1-22 คือโครโมโซมร่างกาย (Autosome) ส่วนคู่ที่ 23 คือโครโมโซม เพศ (Sex Chromosome: XX = หญิง, XV = ชาย) = = •Phenotype vs Genotype: จําง่าย ๆ วา Phenotype = Physical (ลักษณะทาง กายภาพที่มองเห็น) ส่วน Genotype = Gene (รหัสพันธุกรรมข้างในที่มองไม่ เห็น) ต่อไปได้
ページ2:
ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของอิริคสัน (Psychosocial Development) ขั้นที่ 1: ความไว้วางใจ VS ความไม่ไว้วางใจ (Trust VS Mistrust) ชวงอายุ: แรกเกิด - 1 ปี (วัยทารก) สาระสำคัญ: ถ้าแม่หรือผู้เลี้ยงดูเอาใจใส่ ได้กินอิ่ม นอนหลับ ได้รับความรัก เด็กจะพัฒนา "ความไว้วางใจ ต่อโลก" แต่ถ้าถูกทอดทิ้ง ปล่อยให้ร้องไห้นาน ๆ เด็กจะรู้สึกหวาดระแวงและไม่ไว้ใจใคร ขั้นที่ 2: ความเป็นตัวของตัวเอง VS ความละอายและสงสัย (Autonomy VS Shame and Doubt) ช่วงอายุ: 1 – 3 ปี (วัยหัดเดิน) สาระสำคัญ: เป็นวัยที่เริ่มควบคุมร่างกายตัวเองได้ เริ่มอยากเดิน อยากแต่งตัว หยิบจับของเอง ถ้าพ่อแม่ เปิดโอกาสให้ทำ เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่ถ้าพ่อแม่ดู สั่งห้าม หรือทำให้ทุกอย่าง เด็กจะรู้สึกละอาย ใจและไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ขั้นที่ 3: ความคิดริเริ่ม VS ความรู้สึกผิด (Initiative VS Guilt) ช่วงอายุ: 3 – 6 ปี (วัยอนุบาล) สาระสำคัญ: เด็กเริ่มมีจินตนาการ ชอบซักถาม และคิดกิจกรรมการเล่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเอง ถ้าได้รับการ สนับสนุน เด็กจะมี "ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์" แต่ถ้าผู้ใหญ่รำคาญ ดุด่าว่าถามคำถามไร้สาระ เด็กจะรู้สึกผิด และกลายเป็นคนไม่กล้าคิดทำสิ่งใหม่ ขั้นที่ 4: ความขยันหมั่นเพียร VS ความรู้สึกดอย (Industry VS Inferiority) ช่วงอายุ: 6 - 11 ปี (วัยประถม) สาระสําคัญ: เด็กเริ่มเท่าโรงเรียน สังคมกว้างขึ้น เรียนรู้การทํางานร่วมกับผู้อื่นและการแข่งขัน ถ้าทําสําเร็จ และได้รับคำชม เด็กจะเกิด "ความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร" แต่ถ้าทำอะไรก็แพ้ เรียนไม่ทันเพื่อน แล้วถูก เปรียบเทียบ เด็กจะเกิด "ความรู้สึกปมดอย" ขั้นที่ 5: เอกลักษณ์แห่งตน VS ความสับสนในบทบาท (Identity VS Role Confusion) ช่วงอายุ: 11 - 25 ปี (วัยรุ่น) สาระสำคัญ: (ขั้นนี้ขอสอบออกบ่อยที่สุด) วัยรุ่นจะเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันเป็นใคร? ฉันชอบอะไร? อนาคต อยากทำอะไร?" เพื่อค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ถ้าค้นพบจะรู้เป้าหมายในชีวิต แต่ถ้าค้นหาไม่เจอจะเกิด ความสับสนในบทบาท ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไรในสังคม ขั้นที่ 6: ความใกล้ชิดผูกพัน VS การแยกตัวโดดเดี่ยว (Intimacy VS Isolation) ช่วงอายุ: 25 - 30 ปี (ผู้ใหญ่ตอนต้น) สาระสำคัญ: วัยที่พร้อมจะมีคู่ชีวิต เพื่อนสนิท หรือคนรักที่พร้อมจะแชร์ทุกข์สุขร่วมกัน หากพัฒนาความ สัมพันธ์ได้ดีจะเกิด "ความใกล้ชิดผูกพัน" แต่ถ้าผิดหวังหรือกลัวความสัมพันธ์ ก็จะเลือกเลือกปิดกั้นตัวเองและ เกิด "ความโดดเดี่ยว" ขั้นที่ 7: การสร้างสรรค์ประโยชน์ VS ความเฉื่อยชาซึมเซา (Generativity VS Stagnation) ช่วงอายุ: 30 - 60 ปี (วัยกลางคน) สาระสำคัญ: วัยที่เน้นการสร้างครอบครัว มั่นคงในหน้าที่การงาน และอยากทำประโยชน์ให้สังคมหรือคนรุ่น หลัง (เช่น สั่งสอนลูกหลาน) หากทำได้จะรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า แต่ถ้าทำไม่ได้จะรู้สึกชีวิตหยุดนิ่ง ไร้ค่า และ เกิดความเฉื่อยชาในชีวิต ขั้นที่ 8: ความมั่นคงสมบูรณ์ในชีวิต VS ความสิ้นหวัง (Integrity VS Despain) ช่วงอายุ: 60 ปีขึ้นไป (วัยชรา) สาระสำคัญ: วัยที่หันกลับมามองอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด ถ้ามองย้อนกลับไปแล้วภูมิใจในสิ่งที่เคยทำมา จะเกิด ความสงบสุขในใจ มั่นคงในชีวิต และไม่กลัวความตาย แต่ถ้ามองย้อนไปแล้วมีแต่เรื่องน่าเสียดาย ล้มเหลว จะเกิด "ความสิ้นหวัง" และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างหดหู
ページ3:
ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตเพศของฟรอยด์ (Psychosexual Development Stage) ฟรอยด์แบ่งพัฒนาการออกเป็น 5 ขั้นตามพื้นที่ความพึงพอใจของร่างกาย (Erogenous Zones) ดังนี้ครับ: ขั้นที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stage): ช่วงแรกเกิด – 18 เดือน สาระสำคัญ: ความพึงพอใจอยู่ที่การดูด กลืน กิน ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage): ช่วง 18 เดือน - 3 ปี สาระสำคัญ: ความพึงพอใจอยู่ที่การขับถ่ายและการฝึกควบคุมการขับถ่าย ขั้นที่ 3 ขึ้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage): ช่วง 3 - 5 ปี สาระสำคัญ: เริ่มสนใจความแตกต่างระหว่างเพศ เกิดปม Oedipus (ในเด็กชาย) หรือ Electra (ในเด็กหญิง) ขั้นที่ 4 ขั้นแฝง (Latency Stage): ช่วง 5 - 12 ปี สาระสำคัญ: พลังงานทางเพศจะแฝงอยู่ เด็กจะหันไปสนใจเพื่อนเพศเดียวกัน การเล่น และการเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage): ตั้งแต่ 12 ปีเป็นต้นไป (เข้าสู่วัยรุ่น) สาระสำคัญ: มีความสนใจในเรื่องเพศและเพื่อนตรงข้ามอย่างแท้จริง ทฤษฎีพัฒนาการทางการรูคิดของเพียเจต์ (Cognitive Development Theory) ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) อายุ: ตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี สาระสำคัญ: เรียนรู้โลกผ่านการมองเห็น การชิม การจับ และการเคลื่อนไหว จุดเด่นคือช่วงปลายปั้นเด็กจะ เริ่มเข้าใจเรื่อง "การคงอยู่ของสิ่งของ" (Object Permanence) คือรู้ว่าแม่ยังอยู่แม้จะเอาผ้าคลุมหน้าไว้ (ไม่ร้องไห้ในเกมจ๊ะเอ๋) ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) อายุ: 2 - 6 ปี (วัยอนุบาล) สาระสำคัญ: ใช้ภาษาและสัญลักษณ์แทนสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่ยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) และยังไม่เข้าใจเรื่องกฎการคงปริมาตร (เช่น นึกว่าน้ำในแก้วสูงมีปริมาณมากกว่าน้ำในแก้วเตี้ยทั้งที่เทมา จากขวดเดียวกัน) ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติการติดด้วยรูปธรรม (Concrete Operational Stage) อายุ: 7 - 11 ปี (วัยประถม) สาระสำคัญ: เริ่มคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น เข้าใจกฎการคงปริมาตร/น้ำหนัก (Conservation) สามารถจัด หมวดหมู่และเรียงลำดับสิ่งของได้ แต่ต้องเห็นเป็นภาพหรือสิ่งของที่เป็น "รูปธรรม" เท่านั้น ขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) อายุ: 11 ปีขึ้นไป (วัยรุ่นและผู้ใหญ่) สาระสำคัญ: สามารถคิดหาเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ตั้งสมมติฐาน แก้ปัญหาที่ซับซ้อน และเข้าใจสิ่งที่เป็น "นามธรรม" (เช่น ความรัก ความยุติธรรม ปรัชญา ค่านิยม) ได้อย่างสมบูรณ์
ページ4:
ทฤษฎีสังคมวัฒนธรรมของไวกอตสกี้ (Socio-cultural Theory of Vygotsky) ทฤษฎีสังคมวัฒนธรรมของไวกอตสกี้ มองว่าพัฒนาการและการเรียนรู้มีลักษณะที่เอื้อ ประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยพัฒนาการของเด็กไม่สามารถแยกออกจากบริบททางสังคม และวัฒนธรรมได้ ซึ่งการพัฒนาการนี้จะต้องอาศัยสื่อกลาง ได้แก่ ภาษา ปฏิสัมพันธ์ทาง สังคม วัฒนธรรม การเลียนแบบ การชี้แนะ หรือการช่วยเหลือจากผู้ที่มีความรู้มากกว่า ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Moral Development Theory) ระดับที่ 1: ระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (Pre-conventional Level) เด็กจะทำดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับผลที่จะเกิดกับตัวเองเป็นหลัก ยังไม่สนกฎสังคม ขึ้นย่อยที่ 1: ขั้นหลบหลีกการถูกลงโทษ (Obedience and Punishment) อายุ: 2 - 7 ปี คอนเซ็ปต์: ทำตามผู้ใหญ่เพราะกลัวโดนตี โดนทำโทษ (ถ้าไม่โดนจับได้ แปลว่าไม่ผิด) ขึ้นย่อยที่ 2: ขั้นแสวงหารางวัลหรือผลประโยชน์ (Individualism and Exchange) อายุ: 7 - 10 ปี คอนเซ็ปต์: ทำดีเพื่อหวังรางวัล สิ่งของ หรือข้อแลกเปลี่ยน "เธอทำดีกับฉัน ฉันถึงจะทำดีกับเธอ" ระดับที่ 2: ระดับตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) เริ่มเอาตัวเองไปผูกกับสังคม อยากเป็นที่ยอมรับ และทำตามหน้าที่ ขึ้นย่อยที่ 3: ขึ้นทำตามความคาดหวังของผู้อื่น / เป็น "เด็กดี" (Good Interpersonal Relationships) อายุ: 10 - 13 ปี คอนเซ็ปต์: ทำเพื่อความประทับใจของกลุ่ม เพื่อน หรือพ่อแม่ อยากให้คนอื่นชมว่าเป็นคนดี ขึ้นย่อยที่ 4: ขั้นทำตามหน้าที่และระเบียบกฎหมาย (Maintaining the Social Order) อายุ: 14 - 16 ปี คอนเซ็ปต์: ยึดกฎหมาย กฎระเบียบโรงเรียน และหน้าที่ในสังคมอย่างเคร่งครัด เพราะเชื่อว่าถ้าไม่มีกฎ สังคมจะวุ่นวาย ระดับที่ 3: ระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post-conventional Level) ตัดสินใจจากหลักการ เหตุผล และคุณธรรมส่วนตัว แม้บางครั้งกฎหมายจะไม่เอื้ออำนวย ขึ้นย่อยที่ 5: ขั้นสัญญาสังคม (Social Contract and Individual Rights) อายุ: 16 ปีขึ้นไป - วัยผู้ใหญ่ คอนเซ็ปต์: มองว่ากฎหมายเปลี่ยนได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าระเบียบไหนไม่ยุติธรรมต่อคนส่วนใหญ่ ก็ควรแก้ไขร่วมกัน ขั้นย่อยที่ 6: ขั้นยึดหลักคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principles) อายุ: วัยผู้ใหญ่ตอนต้นขึ้นไป (มีน้อยคนมากที่ไปถึง) คอนเซ็ปต์: ตัดสินใจบนหลักมนุษยธรรม ความเท่าเทียม และมโนสำนึกส่วนตน ยอมสละชีวิตหรือฝ่าฝืน กฎหมายได้ถ้ากฎนั้นทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
おすすめノート
このノートに関連する質問
Undergraduate
แผนการเรียน
สอบถามคนที่เรียนจิตวิทยาจะไปต่อจิตวิทยาคลินิคยังไงหรอคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยาจบไปตรงตามสายที่เราเรียนไหมคะเช่นเรียนจิตวิทยาคลินิคเเต่จบไปเป็นครูอ่ะคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยา เรียนอะไรบ้างคะ
Undergraduate
แผนการเรียน
กำลังจะขึ้นม.4 เตรียมตัวเข้ามหาลัยยังไงดีคะ อยากเข้าจิตวิทยาจุฬาค่า พี่ๆมารีวิวให้หน่อยได้มั้ยคะว่าเตรียมตัวยังไงกันบ้าง🙏🙏 คณะอื่นก็ได้ค่ะ
Undergraduate
แผนการเรียน
จิตวิทยาเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างคะ แล้วยากมั้ย
Undergraduate
แผนการเรียน
มีใครเรียน จิตวิทยาไหมค่ะ อยากคุยเป็นการส่วนตัว ม.นเรศวร ยิ่งดีเลย
Undergraduate
แผนการเรียน
จะเข้าจิตวิทยา อยากได้คำแนะนำค่ะ ว่าเรียนเป็นอย่างไงบ้าง
Undergraduate
แผนการเรียน
จะสอบเข้าจิตวิทยาตอนมหาลัยอ่าค่ะ อยากถามพี่ๆหรือคนที่เรียนสายนี้หรือคนที่รู้ ว่าฟิกวิชาไหนอ่าคะ ต้องเก่งอะไร
Undergraduate
แผนการเรียน
อยากเข้าจิตวิทยาคลินิก ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ ม6 แล้วอีก2-3เดือน 😣
Undergraduate
แผนการเรียน
แนวข้อสอบพยาบาลกองทัพจะออกเป็นแนวไหนหรอคะ? พอดีที่หามาส่วนมากบอกจะเป็นแนวจิตวิทยา อยากทราบละเอียดมากกว่านั้นค่ะ
News
コメント
コメントはまだありません。