その操作を行うにはログインしてください。

コメント

コメントはまだありません。

ノートテキスト

ページ1:

สาระสำคัญพัฒนาการมนุษย์
1. พัฒนาการของมนุษย์ (Human Development) เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ
จนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง 4 ด้านหลัก คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
2. วิธีการศึกษาวิจัยพัฒนาการมนุษย์ มี 2 รูปแบบหลัก คือ
การศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Design): ศึกษาคนหลายกลุ่มอายุพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน
การศึกษาวิจัยแบบระยะยาว (Longitudinal Design): ศึกษาคนกลุ่มเดิมติดตามไปเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน
3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการมนุษย์ ได้แก่ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม วุฒิภาวะ และการเรียนรู้
4. ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการมนุษย์
ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศ ของ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ของ อิริคสัน (Erik Erikson)
ทฤษฎีพัฒนาการทางการรู้คิด ของ เพียเจต์ (Jean Piaget)
ทฤษฎีสังคมวัฒนธรรม ของ ไวกอดสกี้ (Lev Vygotsky)
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ของ ลอว์เรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg)
5. มนุษย์แต่ละวัย มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่แตกต่างกันไปตามบริบทของช่วงวัย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการมนุษย์มี 2
ปัจจัย คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
พันธุกรรม (Genetics)
พันธุกรรมเป็นคุณลักษณะที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่
รุ่น โดยผ่านทางยีน (Gene) ซึ่งยืนจะอยู่บน
โครโมโซม (Chromosome) ที่มีทั้งหมด 23
คู่ หรือ 48 แท่ง โดยได้รับมาจากพ่อและแม่
หมวดละครึ่งหนึ่ง ลักษณะทางพันธุกรรมแบ่ง
ออกเป็น:
พิโนไทป์ (Phenotype): หมายถึง
คุณลักษณะที่ทารกได้รับมาจากบรรพบุรุษแล้ว
ปรากฏให้เห็นภายนอก เช่น สีผม สีผิว สีตา
หรือความสูง
จีโนไทป์ (Genotype): หมายถึง ลักษณะ
ทางพันธุกรรมที่อยู่ภายใน แฝงอยู่ซ่อนอยู่
และไม่ปรากฏโครงสร้างให้เห็นภายนอก แต่
สามารถถ่ายทอดสืบต่อไปยังลูกหลานในรุ่น
•โครโมโซมมนุษย: มี 23 คู่ (46 แท่ง)
โดยคู่ที่ 1-22 คือโครโมโซมร่างกาย
(Autosome) ส่วนคู่ที่ 23 คือโครโมโซม
เพศ (Sex Chromosome: XX = หญิง,
XV = ชาย)
=
=
•Phenotype vs Genotype: จําง่าย ๆ วา
Phenotype = Physical (ลักษณะทาง
กายภาพที่มองเห็น) ส่วน Genotype =
Gene (รหัสพันธุกรรมข้างในที่มองไม่
เห็น)
ต่อไปได้

ページ2:

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของอิริคสัน (Psychosocial Development)
ขั้นที่ 1: ความไว้วางใจ VS ความไม่ไว้วางใจ (Trust VS Mistrust)
ชวงอายุ: แรกเกิด - 1 ปี (วัยทารก)
สาระสำคัญ: ถ้าแม่หรือผู้เลี้ยงดูเอาใจใส่ ได้กินอิ่ม นอนหลับ ได้รับความรัก เด็กจะพัฒนา "ความไว้วางใจ
ต่อโลก" แต่ถ้าถูกทอดทิ้ง ปล่อยให้ร้องไห้นาน ๆ เด็กจะรู้สึกหวาดระแวงและไม่ไว้ใจใคร
ขั้นที่ 2: ความเป็นตัวของตัวเอง VS ความละอายและสงสัย (Autonomy VS Shame and Doubt)
ช่วงอายุ: 1 – 3 ปี (วัยหัดเดิน)
สาระสำคัญ: เป็นวัยที่เริ่มควบคุมร่างกายตัวเองได้ เริ่มอยากเดิน อยากแต่งตัว หยิบจับของเอง ถ้าพ่อแม่
เปิดโอกาสให้ทำ เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่ถ้าพ่อแม่ดู สั่งห้าม หรือทำให้ทุกอย่าง เด็กจะรู้สึกละอาย
ใจและไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง
ขั้นที่ 3: ความคิดริเริ่ม VS ความรู้สึกผิด (Initiative VS Guilt)
ช่วงอายุ: 3 – 6 ปี (วัยอนุบาล)
สาระสำคัญ: เด็กเริ่มมีจินตนาการ ชอบซักถาม และคิดกิจกรรมการเล่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเอง ถ้าได้รับการ
สนับสนุน เด็กจะมี "ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์" แต่ถ้าผู้ใหญ่รำคาญ ดุด่าว่าถามคำถามไร้สาระ เด็กจะรู้สึกผิด
และกลายเป็นคนไม่กล้าคิดทำสิ่งใหม่
ขั้นที่ 4: ความขยันหมั่นเพียร VS ความรู้สึกดอย (Industry VS Inferiority)
ช่วงอายุ: 6 - 11 ปี (วัยประถม)
สาระสําคัญ: เด็กเริ่มเท่าโรงเรียน สังคมกว้างขึ้น เรียนรู้การทํางานร่วมกับผู้อื่นและการแข่งขัน ถ้าทําสําเร็จ
และได้รับคำชม เด็กจะเกิด "ความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร" แต่ถ้าทำอะไรก็แพ้ เรียนไม่ทันเพื่อน แล้วถูก
เปรียบเทียบ เด็กจะเกิด "ความรู้สึกปมดอย"
ขั้นที่ 5: เอกลักษณ์แห่งตน VS ความสับสนในบทบาท (Identity VS Role Confusion)
ช่วงอายุ: 11 - 25 ปี (วัยรุ่น)
สาระสำคัญ: (ขั้นนี้ขอสอบออกบ่อยที่สุด) วัยรุ่นจะเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันเป็นใคร? ฉันชอบอะไร? อนาคต
อยากทำอะไร?" เพื่อค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ถ้าค้นพบจะรู้เป้าหมายในชีวิต แต่ถ้าค้นหาไม่เจอจะเกิด
ความสับสนในบทบาท ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไรในสังคม
ขั้นที่ 6: ความใกล้ชิดผูกพัน VS การแยกตัวโดดเดี่ยว (Intimacy VS Isolation)
ช่วงอายุ: 25 - 30 ปี (ผู้ใหญ่ตอนต้น)
สาระสำคัญ: วัยที่พร้อมจะมีคู่ชีวิต เพื่อนสนิท หรือคนรักที่พร้อมจะแชร์ทุกข์สุขร่วมกัน หากพัฒนาความ
สัมพันธ์ได้ดีจะเกิด "ความใกล้ชิดผูกพัน" แต่ถ้าผิดหวังหรือกลัวความสัมพันธ์ ก็จะเลือกเลือกปิดกั้นตัวเองและ
เกิด "ความโดดเดี่ยว"
ขั้นที่ 7: การสร้างสรรค์ประโยชน์ VS ความเฉื่อยชาซึมเซา (Generativity VS Stagnation)
ช่วงอายุ:
30 - 60 ปี (วัยกลางคน)
สาระสำคัญ: วัยที่เน้นการสร้างครอบครัว มั่นคงในหน้าที่การงาน และอยากทำประโยชน์ให้สังคมหรือคนรุ่น
หลัง (เช่น สั่งสอนลูกหลาน) หากทำได้จะรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า แต่ถ้าทำไม่ได้จะรู้สึกชีวิตหยุดนิ่ง ไร้ค่า และ
เกิดความเฉื่อยชาในชีวิต
ขั้นที่ 8: ความมั่นคงสมบูรณ์ในชีวิต VS ความสิ้นหวัง (Integrity VS Despain)
ช่วงอายุ: 60 ปีขึ้นไป (วัยชรา)
สาระสำคัญ: วัยที่หันกลับมามองอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด ถ้ามองย้อนกลับไปแล้วภูมิใจในสิ่งที่เคยทำมา จะเกิด
ความสงบสุขในใจ มั่นคงในชีวิต และไม่กลัวความตาย แต่ถ้ามองย้อนไปแล้วมีแต่เรื่องน่าเสียดาย ล้มเหลว
จะเกิด "ความสิ้นหวัง" และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างหดหู
News